image credit:Mark Larson

อ่านหนังสือ the dip ของ seth godin จบไปอีกค่ะ
จริงๆแล้วแนวคิดในหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมาก เคยเขียนไปแล้วทีนึงเมื่อนานมาแล้วค่ะ

image credit
หล่มที่ต้องข้ามไป
 วันนี้จะมาเขียนขยายความถึงหนังสือเล่มนี้หน่อย มีหลายประเด็นเหมือนกันที่อยากพูดถึง
เขาบอกว่าสิ่งที่แยกระหว่างคนที่ทำอะไรก็ตามสำเร็จ กับคนที่ทำไม่สำเร็จในเรื่องไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน งานอดิเรก หรือความสัมพันธ์
คิือสิ่งที่เรียกว่า the dip หรือหล่มค่ะ
คือเวลาเราฝึกอะไรก็ตามช่วงแรกๆหรือช่วงฮันนีมูน เราจะรู้สึกสนุกเสมอ เหมือนความสัมพันธ์ที่เริ่มงอกงามในช่วงแรกๆ อะไรก็ดูดีไปหมด แต่พอหมดช่วงโปรโมชันแล้วหรือว่าผ่านไปช่วงหนึ่งแล้วความสัมพันธ์เริ่มจืดจาง หรือการฝึกของเราเริ่มยากขึ้นๆเรื่อยๆเพราะว่าเราจะเจอกับอุปสรรคที่ทำให้เราเจ็บปวดระหว่างนั้น อาทิเช่น คำติชม,หรือถ้าเป็นการวาดรูปหรือการเขียนหนังสือก็จะเจอ artblock หรือ creativity block ค่ะ เหตุผลที่เราเป็นนักเขียนเต็มตัวไม่ได้เพราะสิ่งนี้นั่นเอง คือใช่ว่าคนเราจะมีอารมณ์หรือไฟในการเขียนหรือเรื่องที่จะเขียนได้ตลอดเวลา
เพราะฉะนั้น the dip จะเกิดขึ้นและคนที่ก้่าวข้ามมันไปได้ คือคนที่เป็นมืออาชีพในด้านนั้นๆจริงๆค่ะ ถ้าเทียบกับชีวิตของผู้ประกอบการหรือฟรีแลนซ์แล้ว จะมีคนจำนวนมากออกจากงานประจำ แต่มีคนกลุ่มเดียว ที่อยู่รอดได้จริงๆ ช่วงเวลาที่ทดสอบคือ 2 ปีแรก ต่อมาคือ 5 ปีถัดมา และ 10 ปีถัดมาเป็นลำดับ ถ้าเราสามารถผ่านหล่ม หรืออุปสรรคที่เจอระหว่างทางนั้นได้ เราก็จะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้รอดชีวิตค่ะ
 ในปีหนึ่งๆมีธุรกิจหรือมีฟรีแลนซ์มากมาย แต่ในจำนวนนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ได้จริงๆทั้งหมด  seth godin กล่าวไว้อย่างน่าสนใจค่ะว่า ประโยคที่ว่า quitter never win,winner never quit หรือคนเลิกไม่ชนะ คนชนะไม่เลิกนั้น จริงๆมันผิด ที่ถูกต้องคือผู้ชนะในเรื่องไหนๆก็ตามล้วนเลิกเสมอ คือ เลิกทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง สิ่งที่เป็นทางตัน(dead end)ในหนังสือเขาใช้คำแทนว่า cul de sac ค่ะ จำได้รางๆสมัยเรียนสถาปัตย์ว่ามันคือ ร่องน้ำ
เขาบอกว่า คนส่วนมากมักจะติดอยู่กับงานที่ไม่พาตัวเองไปสู่จุดที่ดีขึ้นกว่านี้ได้อีกแล้ว
หรืองานที่เป็น pigeonhole นั่นเอง seth กล่าวว่า เราควรรู้ตัวค่ะ ว่างานไหนคืองานที่เป็น cul de sac ที่ไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว ดีกว่าดันทุรังทำต่อไป
เขายังบอกอีกว่าจุดที่เราควรตัดสินใจเลิกคือก่อนที่เราจะรู้สึกโอเคกับงานนั้นๆจนไม่อยากออกอีกต่อไป สุดท้ายแล้วงานนั้นก็ไม่ได้พาเราไปไหนเลย และย่ำอยู่ที่เดิมค่ะ
ถ้าถามเด็กจบใหม่สมัยนี้ ก็คงมีกลุ่มนึงที่อยากออกมาแล้วเป็นฟรีแลนซ์ อยากทำงานของตัวเอง ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร แต่จะมีกี่คนที่ผ่านหล่ม หรืออุปสรรคของชีวิตได้ ทุกสิ่งบนโลกเราต้องแลกมาเสมอค่ะ เหมือนกฏฟิสิกส์ที่ว่า action=reaction เราทำสิ่งไหน เราก็ได้ผลอย่างนั้น seth กล่าวในตอนท้ายค่ะว่า เราไม่ควรเลิกทำสิ่งที่มันเป็น long term goal หรือเป้าหมายระยะยาวของเราเพราะเราไม่สามารถผ่านความเจ็บปวดเล็กๆน้อยๆในชีวิตไปได้
เหมือนกับคนที่อยากเป็นนักวาด นักเขียนการ์ตูน หรือนักเขียน แต่ไม่อยากรับคำติชมค่ะ
ถ้าถามตัวเองแล้วรู้สึกว่าอันไหนคือเป้าหมายระยะยาวของเรา
ให้เราโฟกัสพลังให้เต็มที่ อย่าแตะเบรค พุ่งผ่านหล่มชีวิตไปให้ได้นะคะ
สำหรับหล่มในชีวิตของเรามีหลายหล่มด้วยกันค่ะ แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่เราโฟกัส
ว่าจะต้องผ่านหล่มไปให้ได้ ก็มีเรื่องของการวาดรูป และการเป็นผู้ประกอบการค่ะ
นอกนั้นก็เป็นเรื่องลดน้ำหนักมั้ง (หล่มใหญ่ 55)
มีหล่มเรื่องอะไรบ้างไหมคะ ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะก้่าวผ่านไปให้ได้?