image credit:Mo
สวัสดีค่ะ
entry วันนี้จะพูดถึง“เทคนิค”ที่ได้จากหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ

ชื่อ ชนะใจกำไรชีวิต หรือ ‘master your mind design your destiny’
เราชอบหนังสือเล่มนี้มากๆ
เผอิญชอบอ่านแนว self-help อยู่แล้ว
(เพิ่งมาชอบอ่านตอนทำงานกำลังคิดว่าถ้าชอบอ่านแนวนี้ตั้งแต่เรียนคงจะดี)
พี่ชายเราบอกว่า เราชอบอ่านหนังสือแนวหนักๆค่ะ 55
ที่จริงเราว่าหนังสือแนวนี้อ่านสนุกดีนะ ได้กำลังใจในชีวิตด้วย
เล่มนี้เป็น 1 ใน self help ที่เราชอบที่สุดแล้วค่ะ
นอกจากเล่มนี้ก็ success principle ของ Jack canfield
(ตอนนี้อ่านไปได้ครึ่งเล่ม หนามาก เป็นภาษาอังกฤษ)
ขนาดตามไปเว็บคนเขียนไปซื้อหนังสือภาษาอังกฤษเล่มอื่นของเขามาดู(ยังมีไม่ครบนะ)
แล้วไปซื้อ audio course มาฟังด้วย ซึ่งฟังซ้ำๆแล้วได้กำลังใจมาก
เหมือนมีคนมาคอยกระตุ้นตลอดเวลา
ชอบน้ำเสียงในการพูดเขา
หลายๆคนมักจะบอกว่า สำเนียง singlish ฟังยาก
เราว่า singlish ฟังง่ายสุดแล้วค่ะ พูดจริงๆ
เพราะว่าคนสิงคโปร์จะออกเสียงบางอย่างคล้ายๆคนไทยเลย
แต่ว่าที่ฟังยากสำหรับเราเป็นออสซี่หรืออเมริกันเวลาพูดเร็วๆมากกว่า
แทบจะฟังไม่ออกเลย เพราะสำเนียงไม่คุ้น
ที่ชอบเพราะว่าส่วนตัวคิดว่าประวัติคนเขียนคนนี้น่าทึุ่งมากค่ะ
คนเขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อ อาดัม คู เขาเป็นคนเรียนห่วยมากๆ
เรียนระดับท้ายๆในโรงเรียนที่สิงคโปร์ วิชาที่เกลียดสุดๆคือ“เลข”
แล้วก็สิ่งที่เคยทำให้เขาขายหน้าสมัยเรียนคือ ตอนนั้นอาจารย์ถามเขาในห้องเรียน
ประมาณว่า3×5 ได้เท่าไร เขาตอบว่า  20 ประมาณนี้ (คือตอบผิด ในคำถามสูตรคูณง่ายๆ)
แล้วเพื่อนก็ล้อเลียนกันใหญ่ ว่า “ไอ้โง่!!” “แค่นี้ก็ตอบผิด โง่จริงๆ”
แล้วมีอยู่วันหนึ่งพ่อแม่ของอาดัมคู สงสารจึงส่งเขาไปที่แคมป์ superteen
แคมป์นี้เป็นแคมป์พัฒนาศักยภาพเด็กค่ะ ซึ่งสอนเกี่ยวกับศาสตร์ nlp
(neuro linguistic programming) ซึ่งอาดัมคูก็เรียนรู้ว่าที่จริงที่เขาห่วยเลข
ที่เขาเรียนไม่เก่งเลย เป็นเพราะว่า ความเชื่อของเขา ที่คิดว่าตัวเองห่วย
 
เขาจึงเปลี่ยนมุมมองในชีวิตใหม่ค่ะ (reframing) เริ่มแรกคือ….
เขาเริ่มตั้งเป้าหมายในชีวิต คือ เข้าโรงเรียนมัธยมอันดับ 1 ของสิงคโปร์ให้ได้
และ เข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ให้ได้ ทั้งๆที่ตอนนั้น
เขาเรียนห่วยมากๆ หลายๆคนพอได้ยินเป้าหมายของเขาก็หัวเราะ
ประมาณว่า อย่างเอ็งเนี่ยนะ…จะทำได้
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มคิดว่า ที่จริงแล้ว เขาเป็นคนเก่งเลขมาก เป็นอัจฉริยะทางเลข
แล้วก็เริ่มจากการหาแบบฝึกหัดเลขง่ายๆมาทำ แล้วขยับมาเลเวลสูงขึ้น ๆ
จนในที่สุด มีอยู่วันหนึ่ง อาจารย์สอนเรื่อง linear function ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากสุดๆ
สำหรับเด็กมัธยม อาจารย์เรียกคนอาสาออกไปทำ อาดัมออกไปทำ
แล้วเขาทำได้ ทำให้ทุกคนประหลาดใจมาก ว่า….จากคนห่วยๆเลขเนี่ยนะ
กลับมาเก่งเลขได้ แล้วสุดท้ายเขาก็เข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ได้
ระหว่างอยู่ในมหาลัยเขาเขียนหนังสือออกมา 1 เล่ม คือ I’m gifted so are you
ชื่อไทยคือ “เรียนเก่งเรื่องกล้วย” ค่ะ ซึ่งหนังสือเล่มนี้กลายเป็น best seller
ระหว่างนั้นเขาก็ทำธุรกิจสอนเด็กๆให้เรียนเก่งแบบเขา
เพราะเขามีเทคนิคที่ทำให้จากคนที่เรียนห่วยมาเรียนเก่งได้
เรียกว่า super learning technique ค่ะ แล้วก็ช่วงก่อนหน้านั้นก็ทำธุรกิจ mobile disco
เป็นธุรกิจที่เหมือนกับรับจัด party ตามบ้าน
ซึ่งสุดท้ายแล้วอาดัมนั้นกลายเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมากค่ะ
เขาทำธุรกิจหลายตัว มีรายได้กว่า 10 ทาง
หลังจากฟัง audio และหนังสือของเขา
อาดัมพูดเหมือนกับคนอื่นๆค่ะ คือ
“จะสำเร็จได้นั้น ต้องเริ่มจากทำสิ่งที่คุณรักมากๆก่อน
ผมรักตัวเลข ผมชอบทำธุรกิจ และสิ่งที่สำคัญคือ
คุณจะต้องกิน นอน หายใจ อยู่กับเรื่องนั้นๆ
ในที่สุดคุณจะกลายเป็นคนที่สำเร็จในด้านนั้นจริงๆ”
และสิ่งที่เราได้อีกก็มีหลายเรื่องค่ะ
เรื่องที่เราชอบมากเลยคือ reframing เขาบอกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานั้น
หรือมุมลบให้มองเป็นเรื่องบวกให้หมด ปรับทัศนคติเป็นบวก
(ซึ่งเทคนิคนี้ในหนังสือ self-help หลายเล่มก็มีเหมือนกันนะคะ
แต่บางเล่มอาจจะไม่ได้เขียนละเอียด)
เช่น…
1.เราไม่ได้จบ illustration โดยตรง
-ดีสิ แปลว่าถ้าเราเก่งได้ด้วยตัวเองจริงๆ เราจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย
2.ผู้ใหญ่หลายๆคน ในสถานศึกษาแอนตี้การ์ตูนญี่ปุ่นในไทย
-ดีสิ แปลว่า เราสามารถเปิดโอกาสทางการศึกษานอกระบบให้กับน้องๆที่สนใจได้
3.คนเขียนแนวการ์ตูนญี่ปุ่นในไทย สำเร็จน้อยมาก
-ดีสิ แปลว่า เรามีโอกาสเป็นคนแรกๆที่ทำสำเร็จ
4.วงการการ์ตูนในไทยยังพัฒนาน้อยมาก
-ดีสิ แปลว่ายังมีโอกาสพัฒนาได้อีกเยอะ
5.นักเขียนการ์ตูนไทยหรือนักวาดในไทยได้ค่าตอบแทนไม่สมกับที่ทำไปในหลายๆที่
-ดีสิ แปลว่า เราควรคิดพัฒนาอะไรที่เป็นของตัวเอง
6.นักวาดไทยเมื่อเทียบกับญีปุ่นหรือเกาหลีแล้วเราได้ค่าตอบแทนน้อยกว่า
-ดีสิ แปลว่า เรามีศักยภาพถ้าเราทำงานได้เทียบเท่าเขาแต่ถูกกว่า
โอกาสได้งานก็อาจจะมากขึ้น
7.เราอาจจะอายุมากแล้วที่จะวาดการ์ตูนให้เด็กอ่่าน
-ดีสิ ประสบการณ์เราเยอะไง เราถ่ายทอดเรื่องที่เจอมาได้เยอะกว่า
8.บ้านเราอาจจะไม่ได้มีฐานะในการซัพพอร์ทมากนัก
-ดีสิ เราจะได้รู้จักต่อสู้ด้วยตัวเองและทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง
9.ก่อนหน้าที่เราจะสำเร็จในการวาดการ์ตูนจริงๆเราอาจจะลำบากมากก็ได้นะ
-ดีสิ เราจะได้รู้คุณค่าของความสำเร็จมากขึ้น
10.แล้วถ้าคนบางคนเขาไม่ชอบงานของเราหละ เขาวิจารณ์เราในทางเสียหาย
-ดีสิ ถ้าที่เขาพูดมันจริงเราจะได้ปรับปรุงตัวเอง แล้วดูว่าที่เขาวิจารณ์มามันจริงหรือเปล่า
หรือเขาวิจารณ์เราเพราะเขามีอคติ ไม่ว่ายังไงก็ตามก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น
คนวิจารณ์เราแปลว่าเขาสนใจเรา ถ้าเขาไม่สนใจเราก็คงไม่เอาเราไปวิจารณ์
หวังว่าคนที่อ่าน entry วันนี้ จะลองนำการ reframing ไปปรับใช้ในชีวิตนะคะ:)