การพัฒนาตัวเองคือการเดินทางแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป จนกว่าจะหมดลมหายใจจากโลกใบนี้ คนที่พัฒนาตัวเองได้จะต้องเข้าใจตัวเองก่อน และอดีตชาติที่เราทำมาบางครั้งก็ส่งผลต่อการกระทำของเราในชาตินี้ คนจะดีหรือเลวในบางครั้งอยู่ที่จิตตั้งต้น

 

ในบางครั้ง DNA ก็ส่งผลต่อความชั่วหรือความดี อย่างที่เขาว่ากันว่าคนจะดีหรือเลวอยู่ที่สันดาน เหมือนลูกนกที่ตกลงไปในรังโจร ก็จะมีสันดานโจร แต่นกบางตัวถ้า DNA ของมันเป็นนกที่ดี มันก็จะไม่กลายเป็นนกโจร และในบางครั้งอยู่ที่มุมมองด้วย เช่นเหมือนเรามองจากมุมแดงกับมุมน้ำเงินหรือมุมขาวกับมุมดำ แต่แท้จริงแล้วไม่มีอะไรที่ขาวจัดดำจัด ดีสุดๆหรือชั่วสุดๆ ทุกคนบนโลกที่ยังละจากกิเลสไม่ได้ล้วนทำความดีและความชั่ว ต่างกันที่หลายๆคนจะมองมันว่าอย่างไร ส่วนมากถ้าเป็นฝ่ายเดียวกันก็จะมองว่านั่นคือการทำความดี แต่สำหรับอีกฝ่ายนั่นอาจจะเป็นความชั่วก็ได้

การพัฒนาตัวเองเหมือนเข็นหินขึ้นภูเขา เราต้องต่อสู้กับตัวเองเพื่อเป็นตัวเองที่ดีขึ้น การเข็นหินขึ้นภูเขามีแรงฝืดมาก ตอนต้นการพัฒนาตัวเองอาจจะยากมากต้องสวนกับแรงฝืดนี้ และต้องอดทนต่อแรงกระทำต่างๆที่มากระทำต่อเรา

ในบางครั้งก็เป็นการต่อสู้กับตัวเอง เช่น วันนี้จะนอน หรือวันนี้จะทำงาน หรือวันนี้จะเล่นเกม ก็คือการต่อสู้กับกิจกรรมต่างๆที่จะเข้ามาในชีวิตเราว่าเราจะเลือกกิจกรรมไหนที่เป็นการพัฒนาตัวเองในแต่ละวัน ชีวิตของเรามีจำกัด เพราะฉะนั้นต้องแน่ใจว่าใช้ชีวิตกับสิ่งที่มีความหมายจริงๆ ไม่เช่นนั้นเราอาจจะพลาดโอกาสดีๆในชีวิตได้

ยิ่งเราต่อสู้กับตัวเองแล้วชนะได้เมื่อไร นั่นแปลว่าเรายิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น และมีภูมิคุ้มกันต่อความชั่วที่เข้ามามากขึ้นเท่านั้น การเอาชนะใจตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำจากสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวันง่ายๆก่อนเช่น การอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันทุกวัน ก็ถือเป็นการพัฒนาตัวเองแล้ว และค่อยๆเพิ่มระดับการพัฒนาตัวเองให้เป็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้นๆทีละเล็กละน้อย เช่น วันนี้เราจะอ่านหนังสือวันละเล่ม วันนี้เราจะทำดีหนึ่งอย่าง เราก็จะพัฒนาตัวเองได้สำเร็จตามเป้าหมายในที่สุด

การพัฒนาตัวเองไม่ใช่แค่การวิ่งระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน ที่ต้องมีเป้าหมายว่าจะพัฒนาตัวเองไปทางไหนอย่างไร เช่น เราให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น งาน ครอบครัว คนรัก เราก็พัฒนาและใช้เวลาไปในแนวทางนั้น

เพราะฉะนั้นนิยามความสำเร็จของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะตีความ เช่น บางคนให้ความหมายกับครอบครัวมาก ก็จะพยายามใช้เวลากับครอบครัว พัฒนาตนเองให้เป็นที่รักของครอบครัว เลิกงานกลับบ้านมาหาครอบครัว ทำกิจกรรมกับครอบครัวเป็นต้น พยายามใช้ชีวิตให้สมดุลย์ไม่เอนไปไปด้านใดด้านหนึ่งเวลาพัฒนาตัวเอง อย่าไปโฟกัสด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตเช่นงานมากเกินไป เพราะส่วนอื่นๆจะพังได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราตระหนักว่าเวลาบนโลกเรามีจำกัด เราก็จะใช้มันในการพัฒนาตัวเองอย่างระมัดระวัง