ปกติคนเรามักจะบ่นกันทางstatus facebook อยู่แล้ว ทำไมจึงไม่เขียนในเรื่องที่สร้างสรรค์ จะบ่นก็บ่นยาวๆแล้วก็เขียนเป็น blog entry เลย มีอะไรอยากบอกกับชาวโลก ดีกว่าบ่นดินฟ้าอากาศไปวันๆนะคะ อย่างน้อยก็เสียเวลาพิมพ์แล้วนะ หลายๆคนเขียน status ได้น่าสนใจมากด้วย

วิธีเขียนทาง status ก็มีได้หลายอย่าง อย่างน้อยเราก็ควรจะเขียนในสิ่งที่ตรงกับความรู้สึกของเราขณะนั้นก่อน แล้วก็เขียนยาวๆสักประมาณ 6-8 หรือ 4-5 บรรทัดกำลังดีเพราะว่ามันเอาไปขยายประเด็นเป็นบลอคได้ แต่อย่าพยายามเขียนให้เยิ่นเย้อมาก เพราะจริงๆคนไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆหรอกค่ะ การเขียน status ก่อนจะทำให้คุณเขียนได้เร็วมากจริง เสียดายที่เซฟไม่ได้

เราอาจจะเขียน status เรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลยแล้วค่อยๆกรองเอามาใช้ก็ได้ค่ะ เช่น เขียนข้ามไปข้ามมา แล้วพอรวมเป็นบลอคโพสต์ เราค่อยจัดลำดับก่อนหน้าหลัง และก็อปปี้เฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเอนทรี่นั้นๆ ด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณทำงานได้เร็วมากและเนื้อหากระชับ เพราะการเขียน status คุณจะต้องทำให้มันกระชับโดยอัตโนมัติอยู่แล้วค่ะ

อันต่อมาเราอาจจะยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องหรือเราจะเขียนอย่างต่อเนื่องไปเลยก็ได้ การเขียนจาก status นั้นเป็นการวัดด้วยว่าคนชอบเนื้อหาเอนทรี่ของคุณช่วงไหน เวลาคุณก็อปปี้ไปแปะในเอนทรี่ คุณควรเพิ่มเนื้อหาที่ไม่มีใน status facebook ของคุณด้วย คนที่เขาติดตามอ่านคุณจะได้ไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้อ่านมาหมดแล้วไม่มีอะไรพิเศษเลย

ที่การเขียนจาก status ก่อนเวิร์คเพราะมันเป็นเนื้อหาที่สด เราย่อมต้องอยากแสดงความรู้สดๆของเราออกไปก่อนอยู่แล้ว มันเป็นความคิดเห็นที่ได้รับการกลั่นกรองแค่ชั้นเดียว ผิดกับการพิมพ์จากโปรแกรมพวก page หรือ word อย่างน้อยเราต้องตรวจทาน ลบความคิดออก แต่อันนี้มันสดมากมันทำให้คุณได้แสดงความคิดเห็นที่เป็นตัวเองจริงๆ ดังนั้นมันจึงเหมาะสำหรับคนที่คิดไว มือไวค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนคิดช้าใช้ไม่ได้ หรือคนที่ชอบตรวจทานก่อน ใช้ไม่ได้ ลองใช้ดูก่อนค่ะแล้วจะพบว่ามันทำให้การเขียนบลอคของคุณง่ายขึ้นจริงๆ แต่ใช้ได้ยากกับบลอคพวกข่าวหรือบลอคที่มีข้อมูลเยอะๆ มักจะเหมาะกับบลอคที่แสดงความคิดมากกว่าค่ะ

หลักการเขียน status ให้โดนใจ เหมือนกับหลักการเขียนทุกประการค่ะ เราอาจจะยังแซ่บไม่มาก แต่อ่านไม่ยากนะจ๊ะ ของเราเน้นอ่านง่าย สบายตา สบายใจ(เปล่าไม่รู้) แต่ส่วนมากเน้นให้ความรู้ค่ะ หาสไตล์การเขียนให้เจอ ไม่ยาก อยากเขียนอะไรก็เขียนไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวเราก็จะค่อยๆขัดเกลาเอง
เพราะเขียนๆไปจะรู้ว่าคนชอบ ไม่ชอบอะไร

มาเปลี่ยนเวลาที่พิมพ์ status อย่างเสียเปล่ามาเป็น status ที่เป็นประโยชน์ต่อคนกันค่ะ!