วิธีการเขียนนะคะจริงๆแล้วเราก็พบว่าการเขียนนั้นมันไม่ได้ยากอย่างที่คิดคนที่เขียนไม่เป็นแปลว่าเล่าเรื่องไม่เป็น ถามว่าจะเล่าเรื่องให้เป็นยังไงก็ต้องเริ่มจากการเล่าเรื่องโดยใช้ปากเปล่าก่อนลองคิดดูว่าเวลาเม้าท์กับเพื่อนเราได้เราเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังหรือเปล่าซึ่งการเขียนมันก็เหมือนกันนั่นแหละมันก็เหมือนกับการที่เราเมาท์ให้เพื่อนฟังมันก็เป็นการเล่าเรื่องอย่างนึง

ซึ่งสกิลการเล่านั้นถ้าหากฝึกมันก็จะทำให้เราสามารถที่จะเล่าเรื่องเพื่อขายงานภาพประกอบของตัวเองได้และทำให้ภาพของเรามี stories ที่อยู่ข้างหลังทำให้มันดูมีความ solid มากขึ้น

ดูมีความแน่นในเนื้อเรื่องหรือเนื้อหาของภาพประกอบมากขึ้นแม้ว่าเราจะไม่เล่าเรื่องผ่านทางคำพูดแต่เราสามารถเล่าเรื่องผ่านทางภาพได้เช่นกันโดยที่เราอาจจะเขียนภาพให้น้อยๆแล้วมีข้อความประกอบแค่นั้นก็ได้แต่ละคนมีวิธีการเล่าที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ว่าเราจะเล่าแบบไหนนะคะ

ซึ่งมันก็แล้วแต่คนอีกนั่นแหละว่าวิธีการเล่าเนี่ยเราจะเริ่มเล่าจากอะไรก่อนอะไรหลังบางทีบางคนเอาตอนจบขึ้นแล้วก็แทรกส่วนกลางแล้วค่อยแทรกส่วนเริ่มอะไรแบบนี้ซึ่งมันก็เป็น ความถนัดเฉพาะบุคคล

นอกจากนี้เรายังสามารถที่จะแอปพลายด์อะไรหลายอย่าง ในงานของเราโดยที่ไม่ทำให้ งานเสียไป อย่างอันนี้เราก็ใช้แอปพลิเคชั่นให้เป็นประโยชน์ก็คือภาษาพูดคือภาษาเขียนเลย ข้อดีก็คือปกติแล้วเราก็พูดกันอยู่แล้วเราแค่ไม่ได้เรียบเรียงให้มันเป็นภาษาเขียน ถ้าคนที่แบบเขียนไปบ่อยก็จะรู้ว่าภาษาเขียนนั้นต้องเขียนยังไง

และสามารถเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้เรามาลองดูตัวอย่างวิธีการเขียนให้เป็นเนื้อเรื่องโดยเป็นการเล่าเรื่องเสมือนการเม้าท์กับเพื่อนก่อนนะคะ เออเนี่ยไปซื้อกล้องมาล่ะก็ใช้ดีใช้ได้ทีเดียวนะคิดว่า 4kจะมา แล้วก็แล้วต่อไปฟูลเอสดี ก็อาจจะหายไปแต่คงจะอีกสักพักหนึ่ง

การที่เราจะเขียนประโยคนี้ให้เป็นเนื้อเรื่องที่เป็นประโยคเขียนเราก็ต้องบอกก่อนว่าเราไปซื้อกล้องรุ่นไหนมาความละเอียดเป็นอย่างไรแล้วฟีเจอร์เป็นอย่างไรราคาเท่าไหร่อะไรแบบนี้เช่นวันนี้ไปซื้อกล้องมาค่ะรุ่น Panasonic lumix g7มีงบอยู่ประมาณ 20,000 กว่าบาทไม่รู้ว่าจะถอยรุ่นไหนดีสุดท้ายแล้วก็มาจบที่ตัวนี้เพราะว่าการถ่ายวิดีโอนั้นดีได้ถึง 4K อย่างนี้จะเป็นภาษาเขียนนะคะ

เราไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าในการที่เราจะพูดอะไรซักอย่างค่ะมันก็เหมือนกับการที่เราเล่าอะไรให้เพื่อนฟังเนี่ยเราไม่จำเป็นต้องเล่าให้เพื่อนฟังเยอะเพราะว่าเพื่อนก็อาจจะงงได้การที่เราจะเล่าเยอะๆเราก็เล่าประเด็นสำคัญจะดีกว่า

มันจะโอเคกว่าการที่เราชักแม่น้ำทั้งห้าแล้วก็เล่าไปเรื่อยๆให้เนื้อหามันยาวไปเรื่อยสะใจคนเล่าแค่นั้นก็พอแต่ว่าไม่ได้สนใจว่าคนฟังนั้นจะรู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยหรือเปล่า ที่สำคัญในการใช้แอพพลิเคชั่นนั้นเราไม่จำเป็นจะต้องพิมพ์เองเลยเราแค่พูดไปตามสิ่งที่เราคิดเท่านั้นแล้วแอพพลิเคชั่นก็จะพิมพ์ให้เราหมดเลยซึ่งอันนี้เนี่ยเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะว่าต่อไปคนก็ไม่ต้องพิมพ์เยอะเพราะกลายเป็นว่าเราใช้แอพพลิเคชั่นในการพิมพ์หมด

แล้วก็ คนอาจจะหันมาฟังออดิโอบุ๊คมากขึ้นอาจจะอ่านหนังสือน้อยลงอะไรแบบนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะแต่ว่ายังไงก็ตามคนที่ทำดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งก็ยังคงต้องใช้บทความอยู่เพราะว่าบทความนั้นseoจะดีกว่าค่ะ

เราคิดว่าตอนนี้คนก็ยังอ่านอยู่ไม่ใช่ว่าคนไม่อ่านหนังสือนะแต่คนเปลี่ยนที่อ่านหนังสือมากกว่าจากการอ่านบนเล่มหนังสือกลายมาเป็นการอ่านอีบุ๊กและการอ่าน Status Facebook ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงเป็นการอ่านและสั่งสมนิสัยการอ่านที่ดีให้กับคนอยู่ดีดังนั้นเราอย่าไปโทษว่าการอ่าน Status Facebook หรือการยุ่งเรื่องชาวบ้านมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างเดียวเพราะว่าบางที มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนิสัยที่ดีในอนาคตก็ได้ซึ่งใครจะไปรู้ล่ะว่าต่อไปมันอาจจะพัฒนาขึ้นเป็นแพลตฟอร์มอะไรบางอย่างที่ทำให้คนที่ชอบเขียนชอบอ่านและชอบสร้างสรรค์สามารถได้สร้างงานของตัวเองและเผยแพร่ออกไปได้โดยได้รายได้ด้วยก็ได้